วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คดีห้ามฎีกา

   ป่าไม้ เมืองไทยนั้น ถูกบุกรุกแผ้วถางไปเรื่อยๆ  โดยเป็นผลมาจากทั้งคนไทยเอง รวมถึงชาวต่างชาติเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวเขา ชาวกระเหรี่ยงเผ่าต่างๆตามตะเข็บชายแดน หรือกลุ่มทุนที่จะเข้ามาแสวงหากำไรจากทรัพยากรของประเทศไทยจนป่าเกือบจะไม่มีเหลือ  ขณะเดียวกันทางราชการโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมก็เอากับเขาด้วยโดยการตัดและขยายถนนแต่เรียกชื่อให้ทันสมัยว่า "กระชับวงล้อม" และ "ขอพื้นที่คืน" ว่า "โครงการ เพิ่มประสิทธิภาพ ทางหลวง"  ( ใครอยากเห็นตัวอย่าง ก็ให้ย้อนกลับไปดูตัวอย่างได้ที่ถนน "ธนะรัชต์" ทางขึ้นเขาใหญ่ ) จนผู้คนต่างพากันวิตกว่าเขาใหญ่อันงดงามนั้น จะถูกถอดออกจากความเป็น "มรดกโลก" ( โดยปัจจุบันไทยขอลาออกจากการเป็นคณะกรรมการมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว )

   จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น พอจะมีคำพิพากษาฎีกาที่น่าศึกษาอยู่เรื่องหนึ่ง  โดยฎีกาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การบุกรุกป่า โดยนาง อ. กับผู้ขายอีก 3 คน ถูกจับเพราะว่าได้ร่วมกันแผ้วถางป่าขุดดินและต้นไม้  ปลูกที่อยู่อาศัยโดยการก่อสร้างและยึดถือครอบครองป่าอำเภอเทิง  จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน

   โดยในคดีนี้ ศาลชั้นต้น ได้พิพากษาว่าจำเลยทั้ง 3 (นาง อ. ถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง) มีความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484  ประกอบประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกจำเลยทั้ง 3 คน คนละ 8 เดือน อีกทั้งยังให้ปรับเงินเป็นจำนวนคนละ 12,000 บาท  ส่วนโทษจำคุกนั้น ศาลชั้นต้นได้ให้รอการลงโทษ  ส่วนโทษปรับนั้น หากไม่ชำระค่าปรับก็ให้กักขังแทนค่าปรับ  โดยโทษจำคุกนั้น ให้รอการลงโทษไว้โดยมีกำหนดคนละ 2 ปี  และให้จำเลยทั้ง 3 พร้อมพวกออกจากเขตป่า[1]

   โดยจำเลยทั้ง 3 ถูกลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุน นาง อ.

   จำเลยทั้ง 3 อุทรณ์  ศาลอุทรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง


   พนักงานอัยการ จังหวัดเทิง โจทก์ฎีกา

   ศาลฎีกา โดยคำพิพากษาฎีกาที่ 6613/2552 วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 ฐานเป็น ตัวการ ร่วมกระทำความผิดกับนาง อ. [2][3]

   แต่เมื่อ ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานเป็น ผู้สนับสนุน และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็น ตัวการร่วม จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

   โดยการที่โจทก์ซึ่งก็คือ พนักงานอัยการ จังหวัดเทิง กลับมาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐาน
เป็นตัวการร่วม กระทำความผิดกับนาง อ. ตามฟ้อง  จึงเป็นการฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว
โดยชอบ ในศาลอุทธรณ์ภาค 5

   ต้องห้ามมิให้ฎีกา ( ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 )


   มาตรา 249  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งจะเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย  การวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีข้อใดไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ให้กระทำโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกามอบหมาย
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงอำนาจของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 140 วรรคสอง
   ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใดๆขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรืออุทธรณ์ เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นฎีกา คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้น[4]

   กล่าวคือ  ถ้าปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายมิได้ยกขึ้นมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์  ก็จะยกขึ้นมาในศาลฎีกาไม่ได้  ซึ่งในกรณีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้นตามวรรคสองของมาตรา 249[5]

   ฉะนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์


   ก็ต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คือยกฟ้องจำเลยทั้งสาม


Notes
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


[1]พงศ์ อมร. ทนายชาวบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 6. ( กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เนติธรรม, 2527): หน้า 22
[2] คำพิพากษาศาลฎีกา[online],แหล่งที่มา: http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/searchlist.jsp [7 สิงหาคม 2554]
[3] คำพิพากษาศาลฎีกา[online],แหล่งที่มา: http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/docdetail.jsp [7 สิงหาคม 2554]
[4] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249[online],แหล่งที่มา: http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb04/%bb04-20-9999-update.pdf [7 สิงหาคม 2554]
[5] ธานิศ เกศวพิทักษ์. คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่8. (กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์เนติบัณฑิตยสภา,2554) : หน้า 798.



References
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


พงศ์ อมร. ทนายชาวบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เนติธรรม, 2527
ธานิศ เกศวพิทักษ์. คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่8. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์เนติบัณฑิตยสภา,2554
คำพิพากษาศาลฎีกา[online],แหล่งที่มา: http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/searchlist.jsp [7 สิงหาคม 2554]
คำพิพากษาศาลฎีกา[online],แหล่งที่มา: http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/docdetail.jsp [7 สิงหาคม 2554]
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249[online],แหล่งที่มา: http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb04/%bb04-20-9999-update.pdf [7 สิงหาคม 2554]